วันศุกร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

1.ดิสก์ไดร์ฟ (Disk Drive)

เครื่องจานแม่เหล็ก (disk drive)
      เครื่องจานแม่เหล็ก (disk drive) เป็นเครื่องที่ใช้อ่านและบันทึกข้อมูลบนจานแม่เหล็ก มีหลักการทำงานคล้ายเครื่องเล่นจานเสียงธรรมดาทั่ว ๆ ไป แต่แทนที่จะมีเข็มกลับมีหัวอ่านและหรือหัวบันทึก (read-write head) คล้ายเครื่องแถบแม่เหล็กที่เคลื่อนที่เข้าออกได้ เครื่องจานแม่เหล็ก มีสองแบบ คือ แบบจานติดอยู่กับเครื่อง (fixed disk) และแบบยกจานออกเปลี่ยนได้ (removable disk)

       จานแม่เหล็กส่วนใหญ่ทำด้วยพลาสติก มีรูปร่างเป็นจานกลมคล้ายจานเสียงธรรมดา แต่ฉาบผิวทั้งสองข้างด้วยสารแม่เหล็กเฟอรัสออกไซด์ การบันทึกทำบนผิวของสารแม่เหล็กแทนที่จะเซาะเป็นร่องเล็ก ๆ การอ่านและการบันทึกข้อมูลกระทำโดยใช้หัวอ่านที่ติดตั้งไว้บนแผงที่สามารถเลื่อนเข้าออกได้

       ข้อมูลจะถูกบันทึกไว้บนรอยทางวงกลมบนผิวจานซึ่งมีจำนวนต่าง ๆ เช่น 100-500 รอยทาง ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของจานมีตั้งแต่ 1-3 ฟุต สามารถบันทึกตัวอักษรได้หลายล้านตัวอักษร การบันทึกใช้บันทึกทีละบิตโดยใช้แปดบิตต่อหนึ่งไบต์ จานแม่เหล็กหมุนเร็วประมาณ 1,500-1,800 รอบต่อนาที สามารถค้นหาข้อมูลด้วยเวลาเฉลี่ยประมาณ 50 มิลลิวินาที สามารถย้ายข้อมูลด้วยอัตราเร็วสูงถึง 320,000 ไบต์ต่อวินาที ขอให้เราสังเกตว่าเวลาเฉลี่ยเหล่านี้เป็นเวลาที่ช้ากว่าเครื่องรุ่นใหม่ ๆ มาก

        ถ้าต้องการเก็บข้อมูลจำนวนมาก เขาจะใช้จานแม่เหล็กที่มีจำนวน 2 หรือ 6 หรือ 12 จานมาติดตั้งซ้อนกันตามแนวดิ่ง รวมกันเป็นหนึ่งหน่วย เรียกว่า ดิสก์แพ็ค (disk pack) ซึ่งเราสามารถยกดิสก์แพ็คเข้าออกจากเครื่องได้ การทำเช่นนี้ ทำให้จานแม่เหล็กสามารถทำหน้าที่คล้ายแถบแม่เหล็ก

2.ซีดีรอมไดร์ฟ (CD-ROM Drive)


CD - ROM 
  

    CD-ROM เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่อ่าน ข้อมูล จากแผ่นซีดีรอม และทำการแปลงสัญญาณข้อมูล แล้วส่งไปยังหน่วยประมวลผลของคอมพิวเตอร์ และใช้เทคโนโลยีของแสงเลเซอร์ในการอ่านเขียนข้อมูล


การทำงานของ CD-ROM ภายในซีดีรอมจะแบ่งเป็นแทร็กและเซ็กเตอร์เหมือนกับแผ่นดิสก์ แต่ละเซ็กเตอร์ในซีดีรอมจะมีขนาดเท่ากัน ทุกเซ็กเตอร์ ทำให้สามารถเก็บข้อมูลได้มากขึ้น เมื่อไดรฟ์ซีดีรอมเริ่มทำงานมอเตอร์จะเริ่มหมุนด้วยความเร็ว หลายค่า ทั้งนี้เพื่อให้อัตราเร็วในการอ่านข้อมูลจากซีดีรอมคงที่สม่ำเสมอทุกเซ็กเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นเซ็กเตอร์ ที่อยู่รอบนอกหรือวงในก็ตาม จากนั้นแสงเลเซอร์จะฉายลงซีดีรอม

     โดยลำแสงจะถูกโฟกัสด้วยเลนส์ที่เคลื่อนตำแหน่งได้ โดยการทำงานของขดลวด ลำแสงเลเซอร์จะทะลุผ่านไปที่ซีดีรอมแล้วถูกสะท้อนกลับ เครื่องบันทึกข้อมูลส่องไปกระทบพื้นผิวหน้าของแผ่น ถ้าส่องไปกระทบบริเวณใดจะทำให้บริเวณนั้นเป็นหลุมขนาดเล็ก บริเวณทีไม่ถูกบันทึกจะมีลักษณะเป็นพื้นเรียบสลับกันไปเรื่อยๆตลอดทั้งแผ่น
   ปัจจุบัน ความเร็วของไดรว์ ซีดีรอม อยู่ที่ 56 x , 58 x , 60 x 

3.เพาเวอร์ซัพพลาย (Power Supply)

หน้าที่ของ Power suppy


เพาเวอร์ซัพพลาย Power Supply
           อุปกรณ์ชิ้นหนึ่งในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เรามักจะมองข้ามไปและเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญเพราะถ้าขาดเจ้าตัวนี้แล้วเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวเก่งของเราก็เปรียบเสมือนกล่องเหล็กธรรมดาๆใช้การอะไรไม่ได้ อุปกรณ์ชิ้นนี้ก็คือ แหล่งจ่ายไฟ หรือที่เรามักจะเรียกกันว่า เพาเวอร์ซัพพลาย (Power Supply)นั่นเอง
เพาเวอร์ซัพพลายมีหน้าที่หลักก็คือ เปลี่ยนแรงดันกระแสสลับจากไฟบ้าน 220โวลท์เอซีี ให้เป็นแรงดันไฟตรงดีซีที่คอมพิวเตอร์ต้องใช้

            แหล่งจ่ายไฟคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือคอมพิวเตอร์พีซีนั้น ส่วนใหญ่จะบรรจุในเคสด้านหลังถ้ามองไปที่หลังเคสจะเห็นก่องเหล็กสี่เหลี่ยมมีช่องเสียบสายไฟและพัดลมเพื่อระบายความร้อนเพาเวอร์ซัพพลาย Power Supplyอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งในเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เรามักจะมองข้ามไปและเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญเพราะถ้าขาดเจ้าตัวนี้แล้วเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวเก่งของเราก็เปรียบเสมือนกล่องเหล็กธรรมดาๆใช้การอะไรไม่ได้ อุปกรณ์ชิ้นนี้ก็คือ แหล่งจ่ายไฟ หรือที่เรามักจะเรียกกันว่า เพาเวอร์ซัพพลาย (Power Supply)นั่นเองพาเวอร์ซัพพลาย

             มีหน้าที่หลักก็คือ เปลี่ยนแรงดันกระแสสลับจากไฟบ้าน 220โวลท์เอซีี ให้เป็นแรงดันไฟตรงดีซีที่คอมพิวเตอร์ต้องใช้แหล่งจ่ายไฟคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลหรือคอมพิวเตอร์พีซีนั้น ส่วนใหญ่จะบรรจุในเคสด้านหลังถ้ามองไปที่หลังเคสจะเห็นก่องเหล็กสี่เหลี่ยมมีช่องเสียบสายไฟและพัดลมเพื่อระบายความร้อนเพาเวอร์ซัพพลายจะใช้เทคโนโลยีที่เราเรียกว่า สวิตชิ่งเพาเวอร์ซัพพลายคือการเปลี่ยนแรงดันอินพุตกระแสสลับเอซี ให้เป็นแรงดันตํ่ากระแสตรงแรงดันที่ออกแบบให้ออกมาจากเพาเวอร์ซัพพลายมีอยู่ทั่วไป 3ระดับคือ3.3โวลท์ , 5โวลท์ และ 12โวลท์ โดยที่แรงดัน3.3โวลท์และแรงดัน5โวลท์จะนำไปใช้ในวงจรดิจิตอล ส่วนแรงดัน12โวลท์ถูกนำไปใช้ในการหมุนมอเตอร์ของดิสท์ไดรฟ์และพัดลมระบายความร้อน

4.แรม (RAM) (Random Access Memory)

RAM : Random Access Memory
              หน่วยความจำ หรือ แรม เป็นชิ้นส่วนหนึ่งในคอมพิวเตอร์ที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง เป็นตัวช่วยในการทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานได้เร็วขึ้น นอกเหนือจากการใช้ CPU ที่มีความเร็วสูงและรุ่นใหม่ ๆ โดยปกติก่อนคอมพิวเตอร์จะทำการประมวลผล จะมีการอ่านข้อมูลมาเก็บไว้ที่หน่วยความจำ ก่อนเสมอ ดังนั้น ถ้าเรามีแรมมากก็ย่อมจะทำให้มีพื้นที่ในการเก็บข้อมูลเพื่อทำการประมวลผลมากเช่นกัน
*** หน่วยความจำนี้เมื่อปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ ข้อมูลต่าง ๆ ก็จะหายไป
หน่วยที่ใช้ในการวัดหน่วยความจำ
Byte : เปรียบเทียบได้กับหนึ่งตัวอักษร
KiloByte (KB) : หนึ่งกิโลไบต์มีค่าประมาณ 1,000 ตัวอักษร
MegaByte (MB) : หนึ่งเมกกะไบต์มีค่าประมาณ 1,000,000 ตัวอักษร
GegaByte (GB) : หนึ่งกิกะไบต์มีค่าประมาณ 1,000,000,000 ตัวอักษร
ประเภทของหน่วยความจำ
VRAM : Video RAM หน่วยความจำที่ใช้กับการ์ดแสดงผล หรือ การ์ดจอ
SRAM : Static RAM หน่วยความจำที่มีราคาแพง ติดตั้งอยู่บน MainBoard
DRAM : Dynamic RAM หน่วยความจำหลักของคอมพิวเตอร์
ข้อมูลและคำศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
EDO Ram : เป็นแรมประเภทหนึ่ง
SDRAM : เป็นแรมที่มีความเร็วสูงกว่า EDO Ram
DDR RAM : เป็นแรมรุ่นใหม่ที่มีความเร็วสูงกว่า SDRAM
RD RAM : เป็นแรมรุ่นใหม่ที่มีความเร็วสูงกว่า DDR RAM
SIMM : แผงวงจรที่ติดชิปหน่วยความจำเข้าไป
Socket : ช่องว่างสำหรับเสียบแรม
Upgrade : โดยปกติการเพิ่มความเร็วในคอมพิวเตอร์อย่างหนึ่งที่เป็นที่นิยมคือ การเพิ่มแรม
การ Upgrade Ram
โดยปกติจะต้องสำรวจก่อนว่า เดิมมีแรมอยู่เท่าใด และมีช่องว่าง (Socket) ว่างอยู่เท่าใด และที่สำคัญจะต้องดูคู่มือใน Main Board ว่าสามารถเพิ่มแรมได้ในลักษณะใด
ยกตัวอย่างเช่น
คอมพิวเตอร์มี 3 Sockets ใส่ไปแล้ว 64 MB (1 ช่อง เหลือ 2 ช่อง) การเพิ่มแรมโดยทั่วไปสามารถหาแรม 64 MB มาเพิ่มได้อีก 2 อัน

5.ฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk)

หน้าที่ของHard disk




                 ฮาร์ดดิสก์ เป็นที่บรรจุข้อมูลของเครื่องคอมพิวเตอร์ เก็บโปรแกรม และข้อมูลต่าง ๆ หรือต้องการจะเก็บรักษาเอาไว้ใช้งานในคราวต่อไป จะแตกต่างกับหน่วยความจำแรมตรงที่ ดิสก์จะเก็บข้อมูลต่าง ๆ เอาไว้ได้ตลอดเวลาแม้ว่าคุณจะปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ไปแล้วก็ตาม โดยข้อมูลต่าง ๆ ที่อยู่ภายในดิสก์จะถูกบันทึกเอาไว้บนผิวหน้าแม่เหล็กของดิสก์

6.แป้นพิมพ์ (Keyboard)

หน้าที่ของ KEYBOARD


           คีย์บอร์ดคืออุปกรณ์รับข้อมูลที่ใช้การเรียงตัวของปุ่ม ซึ่งแต่ละปุ่มทำหน้าที่เหมือนเป็นสวิทช์อิเล็กทรอนิกส์
           โดยปกติ แล้วคีย์บอร์ดใช้สำหรับพิมพ์ตัวหนังสือ หรือตัวเลขเข้าไปยังโปรแกรมต่างๆ เทคโนโลยี
-ปุ่มกด และหน่วยประมวลผลควบคุม
ปุ่มกดแบบสวิทช์รูปโดม เป็นรูปแบบที่ถูกใช้มากที่สุดตั้งแต่ปีค.ศ.2000 เป็นต้นมา เมื่อปุ่มถูกกด มันจะไปผลักยางรูปโดมที่อยู่ด้านล่างปุ่ม ตัวเหนี่ยวนำที่อยู่ด้านล่างของโดมจะไปแตะคู่ของสายเหนี่ยวนำที่อยู่ ในวงจรด้านล่างอีกที 
            จะทำให้เกิดการเชื่อมระหว่างสายเหนี่ยวนำสองเส้น ทำให้กระแสไฟฟ้าสามารถไหลผ่านได้ ในสายเหนี่ยวนำแต่ละคู่จะมีสัญญาณแสกนที่ถูกส่งออกมาจากชิพ 
            เมื่อสัญญาณจากสายแต่ละคู่เปลี่ยนไป ชิพจะสร้าง “รหัสสร้าง” ขึ้นมาตอบสนองต่อปุ่มที่เป็นตัวเชื่อมสายคู่นั้นๆ เมื่อคอมพิวเตอร์ได้รับสัญญาณบิทจากคีย์บอร์ด 
            และถอดรหัสมันออกมาเป็นปุ่มที่ถูกกดอย่างถูกต้องแล้ว คอมพิวเตอร์จะตัดสินใจว่าจะทำอะไรจากปุ่มที่ถูกกดนั้น (เช่น แสดงอักษรขึ้นบนจอภาพ) 
            เมื่อปุ่มถูกปล่อย “รหัสหยุด” จะถูกส่งไปเพื่อบอกว่า ปุ่มไม่ได้ถูกกดแล้ว

-รูปแบบการเชื่อมต่อ การเชื่อมต่อของคีย์บอร์ดผ่านสายเคเบิ้ลมีหลายรูปแบบ รวมทั้งการเชื่อมต่อแบบมาตรฐาน AT ซึ่งต่อมาถูกแทนที่ด้วย PS/2 และ USB ในปัจจุบัน

รูปแบบของคีย์บอร์ด

-คีย์บอร์ดมาตรฐาน
            ประกอบไปด้วย ปุ่มตัวหนังสือ ตัวเลข เครื่องหมายวรรคตอน และปุ่มฟังก์ชั่นต่างๆ เช่น คีย์บอร์ด 104 ปุ่ม สำหรับคีย์บอร์ด 102/105 ปุ่มโดยทั่วไปของสากลจะมีปุ่ม “ชิฟท์ซ้าย (Left Shift)” ขนาดเล็กกว่า และเพิ่มปุ่มสำหรับสัญลักษณ์บางตัวเข้าไปบริเวณนั้น

-คีย์บอร์ดที่มีปุ่มพิเศษ

            เช่น มัลติมีเดียคีย์บอร์ด (Multimedia Keyboard) จะมีปุ่มพิเศษสำหรับเล่นเพลง เปิดเว็บไซต์และโปรแกรมที่ใช้งานบ่อยอื่นๆ 
นอกจากนั้นส่วนใหญ่ยังมีปุ่มสำหรับควบคุมความดังของเสียง ปุ่มปิด/เปิดเสียง

-คีย์บอร์ดขนาดเล็ก

            ถูกผลิตขึ้นมาสำหรับแล็บท็อป (Laptop) พีดีเอ (PDA) โทรศัพท์มือถือ หรือผู้ใช้ที่มีเนื้อที่ทำงานจำกัด
การจะลดขนาดของคีย์บอร์ดอาจจะทำ โดยการตัดส่วนของแผงตัวเลขออก หรืออาจจะลดขนาดของปุ่ม ซึ่งจะทำให้การพิมพ์ข้อความทำได้ยากขึ้น 
อีกวิธีหนึ่งที่จะสามารถลดขนาดของคีย์บอร์ดคือการลดจำนวนปุ่มโดยใช้การผสมปุ่ม (เช่นการกดหลายปุ่มพร้อมกัน) 
นอกจากนี้ยังสามารถลดขนาดได้โดยใช้ปุ่มขนาดเล็ก และวางเรียงชิดกัน เช่น Thumbboard ซึ่งมักถูกใช้ในพีดีเอ (PDA) และ อัลตร้าโมบายพีซ ี(UMPC) 

-คีย์บอร์ดตัวเลข จะมีเฉพาะตัวเลข เครื่องหมายทางคณิตศาสตร์ บวก ลบ คูณ หาร จุดทศนิยม และปุ่มฟังก์ชั่นบางปุ่ม เช่น End, Delete โดยมาก 
คีย์บอร์ดชนิดนี้จะถูกใช้ร่วมกับคีย์บอร์ดของแล็บท็อปหรือคีย์บอร์ดขนาด เล็กที่ไม่มีแผงปุ่มตัวเลข

รูปแบบการเรียงตัวของปุ่ม
สำหรับภาษาอังกฤษ รูปแบบ QWERTY เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางมากที่สุด 
QWERTY (ออกเสียงว่า คิว-เวอ-ทิ) ได้ชื่อมาจากการเรียงตัวของแป้นอักษรแถวบนซ้ายสุด ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นในยุคของเครื่องพิมพ์ดีดเพื่อป้องกันไม่ให้ เกิดการติดขัดของก้านกระแทก
ต่อมา QWERTY ได้ถูกนำมาใช้กับคีย์บอร์ดแบบอิเล็กทรอนิคส์เนื่องจากความนิยม

สำหรับภาษาไทย รูปแบบ เกษมณี คือรูปแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อใช้กับเครื่องพิมพ์ดีดเช่นกัน ต่อมา 
สฤษดิ์ ปัตตะโชติ ได้วิจัยให้เห็นว่าแป้นพิมพ์แบบเกษมณีมีการใช้งานมือขวามากกว่ามือซ้ายมาก และนิ้วก้อยขวาจะถูกใช้งานหนัก 
จึงได้คิดค้นแป้นพิมพ์แบบปัตตะโชติขึ้นมา โดยเฉลี่ยให้สองมือใช้งานเท่าๆกัน โดยไล่จากนิ้วชี้ไปหานิ้วก้อย สภาวิจัยแห่งชาติพบว่า 
แป้นปัตตะโชติพิมพ์ได้เร็วกว่าเกษมณี25.8% และลดอาการปวดนิ้วได้

7.เมาส์ (Mouse)

Mouse ( เมาส์ )


            เมาส์ เป็นอุปกรณ์นำเข้าข้อมูลเช่นเดียวกับคีย์บอร์ด ทำหน้าที่เลื่อนเคอร์เซอร์ หรือสัญลักษณ์ตัวชี้เมาส์ (Mouse Pointer) บนจอภาพ การเลือกคำสั่งโดยใช้เมาส์จะให้ความสะดวกกว่าการใช้คีย์บอร์ด โดยเฉพาะในโปรแกรม ประเภท Windows ต้องใช้งานเมาส์เป็นหลัก


หน้าที่ของเมาส์ โดยสรุปมีดังนี้
1. เลือกคำสั่งบนเมนู
2. ใช้เลื่อนสัญรูป (Icon)
3. ปรับเปลี่ยนขนาดของวินโดว์หรือหน้าต่าง
4. เริ่มต้นใช้งานโปรแกรม
5. เลือกออปชันต่าง ๆ
เมาส์มีรูปร่างหลากหลายรูปแบบ มีสีสันต่าง ๆ กันไปตามการออกแบบของผู้ผลิต ส่วนประกอบที่สำคัญของเมาส์ ภายในจะมีลูกกลิ้งกลมสำหรับหมุนเพื่อเลื่อนเคอร์เซอร์ การใช้เมาส์ที่ถูกต้อง ควรจับเมาส์ให้พอเหมาะกับอุ้งมือ นิ้วชี้จะอยู่ที่ปุ่มด้านซ้าย ส่วนนิ้วกลางวางที่ปุ่มขวา อุ้งมือสำหรับบังคับให้เลื่อนเมาส์ไปมาได้สะดวก เมื่อเราเลื่อนเมาส์จะพบตัวชี้เมาส์วิ่งไปมาบนจอภาพ แสดง ว่าเมาส์กำลังทำงานอยู่ตามปกติ

การใช้เมาส์มีลักษณะดังนี้
1. คลิก (Click) คือ การกดเมาส์ปุ่มซ้ายหนึ่งครึ่ง จะมีเสียงดังคลิกขึ้น แล้วปล่อยอย่างรวดเร็ว การคลิกมีจุดมุ่ง หมายเพื่อเลือกคำสั่งหรือเลือกส่วนต่าง ๆ ในโปรแกรม
2. ดับเบิลคลิก (Double Click) คือ การกดเมาส์ปุ่มซ้ายติดกัน ครั้ง อย่างรวดเร็วใช้เพื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมา
3. ลากแล้วปล่อย (Drag and Drop) คือ การเลื่อนตัวชี้เมาส์ไปชี้ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของไอคอน หรือคำสั่งที่ต้องการแล้วกดเมาส์ปุ่มซ้ายค้างไว้ จากนั้นเลื่อนเมาส์ไปยังตำแหน่งที่ต้องการแล้วปล่อยเมาส์
4. คลิกเมาส์ปุ่มขวา (Right Click) คือ การคลิกเมาส์ที่ปุ่มขวาหนึ่งครั้ง ใช้เพื่อเปิดเมนูย่อยขึ้นมา นิยมใช้ในการเปิด โปรแกรม Windows

การใช้เมาส์มักจะใช้แผ่นรองเมาส์ ซึ่งเป็นฟองน้ำรูปสี่เหลี่ยม เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกไม่ให้เกาะติดลูกกลิ้ง หากลูกกลิ้ง สกปรกจะทำให้ฝืด เมาส์เคลื่อนที่ลำบาก การทำความสะอาดสามารถถอดลูกกลิ้งออกมาทำความสะอาดได้ และควร ทำบ่อย ๆ เพื่อไม่ให้สกปรกมากเกินไป